บันทึกเลย-เชียงคาน-ภูกระดึง
ตอนที่ ( 1 2 3 )

 

หลังจากกลับมาจากเชียงคาน นั่งไขว่ห้าง จิบกาแฟ
ที่ร้านใกล้ๆ ขนส่งตัวเมืองเลย ทอดอารมณ์  เคลื่อนไหว
ไปตาม ไอควันอุ่นๆ ของกาแฟ ได้ไม่นาน เพื่อนก็มาสมทบ

11.30 นั่งรถจากขนส่ง  สาย เลย-ขอนแก่น
ไปลงร้าน เจ้กิม แล้ว ต่อสองแถวไปลง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
พักกินข้าว และ ขอแผนที่ และ ข้อมูลต่างๆ
เพื่อเดินทางขึ้นภู จุดนี้สามารถจ้างลูกหาบ แบกสัมภาระขึ้นไปได้ 

 

13.30 เริ่ม เดินขึ้นภู
ช่วงแรกนี้ เป็นทางขึ้นตลอด ค่อนข้างจะเหนื่อย
จะมีจุดพักระหว่างทาง ที่ เขาจะเรียกว่า ซำ จุดแรก คือ ซำแฮก
ไม่รู้ว่าจะแปลความหมายถึง อะไร แต่ที่แน่ๆ ๆ คือผม กับเพื่อน
พากันนั่งเหนื่อยแฮกๆ น้ำลายหนืดคอ
แค่จุดแรกก็ข่มขวัญ กันขนาดนี้เชียวเหรอ

 

(ซำแฮก)

ในระหว่างทาง ก็ มีจุดชมวิวทิวทัศน์ และมี คนเดินลง มาจากภู เป็นระยะๆ
มีหลากหลาย บางคนก็ดูสนุกสนานลงมา บางคนดูอิดโรย อ่อนล้าเหน็ดเหนื่อย
บางคนถือไม้เท้าเดิน กะเผล็กๆ ลงมา บางคู่แยกเดินหน้างอหงิกกันลงมา
(แต่ส่วนใหญ่ ตอนขาขึ้น จะเห็นเดินควงคู่กันขึ้นไปนะครับ)


 

 
 ชมวิว

 

              
(ดอกไม้ข้างทาง)                                      (พักชมวิว)


("ลูกหาบ" พ่อหาบ แม่หาบ ป้าหาบ เด็กหาบ สาวหาบ มีทุกวัย ภาพนี้ลุงหาบครับ
 กำลังเดินแซง ผมขึ้นไปช้าๆ  ต่อหน้าต่อตา )

หลังจากได้ลิ้มรสความเหน็ดเหนื่อย ผมได้พบภาพที่ยิ่งใหญ่ และ น่าทึ่ง
ภาพของ คนที่รับจ้างขนของต่างๆขึ้นภู ในนามของ ลูกหาบ มีทั้งหญิงชาย เด็ก ผู้ใหญ่
หนุ่ม สาวไปจนถึงวัยชรา  คนที่มีพละกำลัง ก็จะ ใช้ไม้ไผ่ใหญ่ๆ ทำเป็นคาน พาดบ่า
ผูกสัมภาระขนาดใหญ่ ไว้ทั้งสองข้าง บางครั้งก็จะเห็นภาพ เด็กชาวบ้าน ตัวเล็ก กะเปี๊ยก
เสื้อผ้ามอซอ แบกเป้เดินทางอย่างดีสีสดใส ของ นักท่องเที่ยว  สะพายหลัง เดินขึ้นไป
ลูกหาบทั้งหลาย เหล่านี้ ล้วนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นักท่องเที่ยว นักเดินทาง จำนวนมาก
ให้ประสบความสำเร็จในการขึ้นภู รู้สึก นับถือ ในความเข้มแข็ง ความอดทน มหาศาล
และ ที่สำคัญคือความซื่อสัตย์ ภายใต้เสื้อผ้าที่สมมะถะ เรียบง่าย น่อง เอ็นที่ปูดโปน
ผมได้เห็นหัวใจแกร่ง และ สวยงาม
  

   
(ชมวิว)

     วิวทิวทัศน์ระหว่างขึ้น

ผมมันประเภทเสือทางราบ เรื่องเดินถึงไหนถึงกัน มาเจอทางทางขึ้นภู อย่างนี้ก็เล่นเอา
สบักสบอมเหมือนกัน แต่ก็ดีที่ได้ ชมทิวทัศน์ และแมกไม้ ไปเรื่อยจนถึงยอดภูกระดึง
ก็ตกเย็น จุดตรงนี้เรียกว่า ผาแป(จุดแรกที่ถึงยอดภู) กว่าจะมาถึงได้ ก็กินน้ำไปเป็นลิตร
เสื้อเปียกชุ่มแล้ว ชุ่มอีก บนยอดภูจะมีลักษณะเป็นทางราบ กว้างใหญ่ ค่อยเดินได้สบายหน่อย

   ภาพบริเวณยอดภูที่ ผาแป 

นึกภาพภูมิประเทศ ที่นี้ไม่ออกก็ ให้นึกถึง ภาพภูเขาใหญ่ที่ ตัดยอดออก ปลายยอดจึงเป็น
ที่ราบกว้างใหญ่  บางคนให้ความเห็นว่าเมื่อมองจากเบื้องบนแล้ว ยอดนี้จะเป็นคล้ายรูปหัวใจ
(โอ้ โรแมนติก สะด้วย) พอเดินถึงยอด จุดแรกนี้ เรียกว่า ผาแป  ต้องเดินทางราบ อีก 3.5 กม.
ก็จะเป็นที่ทำการอุทยาน และเป็นที่พักกางเต้นท์ระหว่างเส้นทางเล็กๆนี้ ก็จะมี ต้นสน
ใหญ่ น้อย ขึ้นเรียงรายไปทั่ว ทิวทุ่งกว้าง เวลานี้ พระอาทิตย์ ใกล้ตกดิน ฟ้าสีส้มทอง
เรืองรองที่ขอบฟ้า ตัดกับเงาสน

  ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า


 

  

อากาศตอนนี้ กำลังเย็นสบาย ไม่ร้อน และเป็นทางราบ จึงไม่เหนื่อยเหมือน
ช่วงทางขึ้นเขา  ฟ้าก็สวย สนก็งาม เหมือนเป็นดินแดนความฝัน 
ในความสงัดนี้ มี เสียงลมผ่านสน  นกขับกล่อม กังวาน
นาทีนี้เป็น ช่วงเวลาแห่ง ความสุขอันสงบ


เดินจนถึงที่ทำการอุทยาน ก็เห็นผู้คนอยู่ที่นั้นคึกคัก
หาทำเลเหมาะๆจัดการกางเต้นท์ ใต้แสงดาว


                 

                         " ฟ้ามืด ดาวดวงใหญ่ เปล่งประกาย เต็มฟ้า
                    คนโซ นอกคอก นั่งอยู่กับลมหนาว และ พรมหญ้า "



ตกกลางคืนน้ำค้างเยอะมากจนเต้นท์เปียกชุ่มซึมเข้ามาข้างใน เช้ามืดต้องตื่นด้วยอากาศหนาวเย็นจัด
จนเข้ากระดูก เสื้อยึด และเสื้อกันหนาว ที่มีก็เอาไม่อยู่ หมวกไหมพรมซักเตรียมไว้
แต่ลืมใส่กระเป๋ามาสะอีก  พื้นที่นอนมันก็เอียง นอนๆไปแล้ว ทำให้หัวไถลไปติดเต้นท์ที่ชื้นแฉะ
ทำให้ผมบนหัวเปียกชุ่ม  ทั้งหนาวทั้งเปียก เหมือนจะอาการไม่ค่อยดีสะแล้วตอนนี้ อีกสัก2-3 ชม.
ข้างหน้าจะตีห้า จะเดินทางไป ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาหมากดูก ไว้พบกันนะครับ  แคร๊กๆๆ

 อ่านต่อ




 

www.siam4.com/travel

www.santipap.com
webmaster@santipap.com