ชัยภูมิตอนที่2
กรุงเทพฯ-น้ำตกตาดโตน-ตัวเมือง-อุทยานป่าหินงาม
(ภาพแผนที่ตัวเมืองชัยภูมิ)
เมืองชัยภูมิ
ขอกล่าวถึงความเป็นมา
เมืองชัยภูมิ สักเล็กน้อย
ตามข้อมูลทราบมาว่าเป็นเมืองเก่า ที่มีประวัติศาสตร์
อยู่หลายยุค หลายสมัย มีการพบหลักฐาน
ทั้งโบราณสถานโบราณวัตถุ ตั้งแต่ สมัยทราวดี สมัยขอม
และ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เคยเป็นเมือง
หน้าด่านต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ได้มีชาวเวียงจันทร์เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
มีผู้นำ ชื่อ แล และต่อมาได้แต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองคนแรกของชัยภูมิ และด้วยความดี
ของท่านที่มีต่อแผ่นดินจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาภักดีชุมพล(แล)
ปัจจุบันมีรูปปั้นอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ในตัวเมือง บริเวณวงเวียนศูนย์ราชการ และ
มีศาลเจ้าพ่อพระยาแลอยู่ห่างจาก
ศาลากลางจังหวัดไปประมาณ 3 กม.
อาหารท้องถิ่น
หลังจากกลับมาจากน้ำตกตาดโตน โดยนั่งรถสองแถวบ้านตาดโตน
เข้าสู่ตัวเมืองก็เริ่มบ่ายคล้อยผมกับเพื่อนก็ตรงดิ่ง ไปตลาดทันที
อาหารมื้อแรกของวันนี้เริ่มต้น ด้วยก๋วยเตี๋ยวชามโต ปอเปี๊ยะ ไส้กรอกอิสาน และ
หม่ำ หม่ำในที่นี้ไม่ใช่กริยา รับประทาน แต่เป็นอาหารชนิดหนึ่งทางภาคอิสาน
และเป็นอาหารยอดนิยมท้องถิ่นที่ชัยภูมิ จะสังเกตเห็นว่าร้านอาหารในเมืองหลายร้าน
จะแขวนหม่ำไว้ข้างหน้า หม่ำส่วนใหญ่มีลักษณะรูปร่างคล้ายไส้กรอกอิสาน
มีบ้างที่ทำรูปทรงแปลกไป คือเป็นก้อนใหญ่ๆก็มี แต่ หม่ำมีสีเข้ม คล้ำกว่า ไส้กรอกอิสาน
เพราะไส้ข้างใน จะเป็นเนื้อวัวและตับบด มื้อนี้ ปิดท้ายด้วยขนมฝักบัว
เป็นลักษณะแป้งทอดแผ่นกลมๆ คล้ายไข่ดาว ตรงกลางนูน ขอบๆบางและกรอบนิดๆ
ส่วนตรงกลางที่นูนจะนุ่ม สรุปแล้ว อื่มมากๆ
มื้อนี้ชดเชยมื้อเช้า ที่มัวแต่ กินลมชมวิว

ปราสาทหินปรางค์กู่
หลังจากอิ่ม ก็เริ่มเดินย่อยอาหารอยู่ในตัวเมือง
เดินกันไปเพื่อเยี่ยมชม ปราสาทหินปรางค์กู่
ระยะทางห่างจากขนส่งในเมือง ประมาณ 2-3 กม
เป็นโบราณสถานสมัยขอม ที่อยู่ในเมืองชัยภูมิ
ตามข้อมูลหลักฐานว่าเป็นอโรคยศาลหรือสถานพยาบาล
ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18

(ภาพปราสาทหินปรางค์กู่)

(ปราสาทปรางค์กู่)
ผมเดินรอบๆปรางค์กู่ ที่มีพื้นที่ไม่กว้างนัก บันทึกภาพ ส่วนเพื่อนผมขอตัวพักนั่งหมดแรง
ม่อยกระรอกใต้ต้นไม้ เพราะ แดดที่ร้อนเปรี้ยง อากาศที่ร้อนมาก
ขากลับจึงนั่งรถสามล้อกลับมาขนส่งเพื่อเดินทางต่อรถไป อุทยานป่าหินงาม
ชมทุ่งดอกกระเจียว ที่ อ.เทพสถิตย์
สู่อุทยานป่าหินงาม
จากตัวเมืองชัยภูมิ สามารถไปได้โดยรถประจำทางสายเทพสถิตย์ไปลง ทางแยก
จากนั้นก็ นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไปอีกสิบกว่ากิโลเมตร
ระหว่างทางที่ทอดยาวนี้ มีเนินทุ่งเขียวขจี และต้นไม้สูงใหญ่ อากาศใสๆ สดชื่น กับ
ให้แสงแดดในช่วงเวลาที่อ่อนโยน ไล้สัมผัสชีวิต ร่างกาย และ จิตใจ

(ทางไปอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม)

(จุดกางเต้นท์)
หลังจากกางเต้นท์ที่อุทยานแล้ว อาบน้ำจนสดชื่นสบายกาย สบายใจ
ก็ออกเดินไป บริเวณที่เรียกว่าสุดแผ่นดิน ระยะทาง ประมาณ 1.5 กม.
อากาศตอนนี้ สบายๆ เดิน ชมต้นไม้ ดอกไม้ ก้อนหินใหญ่ รูปทรงแปลกๆ
ข้างทาง
เลาะริมถนนไปเรื่อยๆ จึงไม่เหนื่อย
บางช่วงมีเริ่มมี ดอกกระเจียว ขึ้นประปราย เป็นบรรยากาศ ที่น่าประทับใจ
จากทีแรกที่นายป่วง(เพื่อน) อยากนั่งรถขึ้นไป
ไม่อยากเดินแล้ว แต่ พอได้ เดินจริงๆแล้ว ไม่ผิดหวัง
(รถสองแถวรับส่งไปจุดต่างๆ)

(แมกไม้ระหว่างทาง)
ผมมันประเภท ชอบเดิน บ้าเดิน
ทริปไหน ไม่ได้เดินเหงื่อไม่ออก
เสื้อไม่ชุ่ม เป็นไม่มี ประเภททัวร์คุณหนู
มีคนมาบริการ คอยรับใช้ ดูแล
ไม่มี ในสมอง ไม่ใช่ หนทางผมสะด้วย

(บริเวณสุดแผ่นดิน)
บริเวณ แห่งนี้ เรียกว่า สุดแผ่นดิน เป็น ผาสูงชัน อากาศสะอาด สายลมเย็น
เบื้องล่างมีป่าต้นไม้เขียว ครึ้ม ปกคลุม เทือกเขา สลับสับซ้อนสุดตา
เบื้องหน้า พระอาทิตย์ กำลังจะลับฟ้า ส่องแสงระบายฟ้า ให้เป็น สีทับทิม
มีกลุ่มหนุ่มสาว สนทนา หัวเราะ ร่าเริงสดใส อยู่กับ ธรรมชาติ บริสุทธิ์...
ผมนั่งชื่นชม และ มีเวลาปล่อยให้ ความคิดล่องลอย ไปแสนไกล อย่างเงียบๆ เพียงลำพัง


(มุมสงบ)
ใต้แสงดาว
มีคนมากมาย สลับสับเปลี่ยน ขึ้นมา ณ ที่แห่งนี่ นั่งบนหินผา
ที่แข็งกร้าว แต่อบอุ่น จน แสงสุดท้าย ของดวงอาทิตย์ลับฟ้า
อากาศเย็นยะเยือกเรื่อยๆ ความมืดเข้าปกคลุม
บัดนี้ บรรยากาศ เปลี่ยวร้างจากผู้คน ดวงจันทร์ ดวงดาว เด่นชัดปรากฏ
เริ่มเดิน กลับลง มาที่พัก
ตามเส้นทางเก่า ช้าๆ
ใต้ แสงดาว ส่องทาง
ฟัง มีหริ่ง หรีด เรไร ร้องกล่อม
ที่เงาสลัว ของต้นไม้สองข้างทาง
มี หิ่งห้อย วับ วาว พรายแสง
เหมือน ดวงดาว ของ พฤกษ์ ไพร

ถึงที่พักนั่ง หน้าเต้นท์ ไม่มีไฟฟ้านีออน มีแต่แสงจันทร์ กับแสงดาว
บรรเลงฮาโมนิก้า เบาๆ สลับ พูดคุยสนทนา ทบทวน เรื่องราวต่างๆ
ในชีวิตที่ผ่านมา
ก่อนจะเข้านอนแล้วฝนก็ ตกลงมาซู่ใหญ่ อย่างไม่มีทีท่า
ว่า จะหยุดง่ายๆ
เต้นท์เริ่ม ชื้น อย่างรวดเร็วยังไม่รู้ จะเป็นอย่างไร
เช้ามืดจะหนาวเหน็บแค่ไหน
ตอนนี้ชีวิต ฝากไว้ กับเต้นท์ และ ธรรมชาติ
แล้วพบกันต่อในตอนหน้าครับ อ่านต่อ
www.siam4.com/travel
www.santipap.com